ไอเดียดี เงินทุนพร้อม แต่ธุรกิจอาจ “ตกม้าตาย” เพราะละเลยรากฐานทางกฎหมาย? อย่ารอให้วัวหายแล้วล้อมคอก พามาสร้างเกราะป้องกันให้ธุรกิจด้วย 2 เสาหลักนี้กันค่ะ
ในโลกของ Startup ที่หมุนเร็วและเต็มไปด้วยการแข่งขัน การเติบโตแบบก้าวกระโดดมักเป็นเป้าหมายสูงสุด แต่จากประสบการณ์ที่ได้ให้คำปรึกษามาเยอะ บริษัทที่มีศักยภาพหลายแห่งไม่ได้พังเพราะขาดไอเดีย แต่กลับต้องสะดุดเพราะละเลยรากฐานทางกฎหมาย
เสาหลักแรก
เป็นเรื่องของการบริหาร “คน” หรือกฎหมายแรงงาน ที่หลายคนมักเริ่มต้นด้วย “สัญญาใจ” แบบพี่น้อง แต่เมื่อเข้าสู่ระบบนิติบุคคลแล้ว สิ่งที่นายจ้างต้องตระหนักคือสัญญาใจไม่มีผลทางกฎหมาย การทำงานล่วงเวลาต้องจ่าย OT เสมอ สิทธิขั้นพื้นฐานอย่างวันหยุดและค่าจ้างขั้นต่ำเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ และจุดที่เปราะบางที่สุดคือการเลิกจ้างที่ต้องทำให้ถูกต้องตามขั้นตอนเพื่อเลี่ยงการถูกฟ้องร้องคดีเลิกจ้างไม่เป็นธรรมค่ะ
เสาหลักที่สอง
อีกเสาหลักที่สำคัญและมีความซับซ้อนมากคือการปกป้อง “ของ” หรือทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่เครื่องหมายการค้า (Trademark) ที่ต้องรีบจดทะเบียนตามหลัก “First to File” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงรื่องลิขสิทธิ์ (Copyright) ที่มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันบ่อยครั้ง
โดยหลักการตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 นั้น การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จะขึ้นอยู่กับ “ประเภทของสัญญาจ้าง” เป็นสำคัญ หากเป็นกรณี “สัญญาจ้างแรงงาน” (พนักงานประจำ) ตามมาตรา 9 กฎหมายกำหนดว่า “ลิขสิทธิ์ในงานที่ลูกจ้างสร้างสรรค์ขึ้น ย่อมเป็นของผู้สร้างสรรค์” เว้นแต่จะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้น หากสัญญาจ้างงานไม่รัดกุม ลิขสิทธิ์โค้ดทั้งหมดอาจตกเป็นของพนักงาน
แต่ในทางกลับกัน หากเป็น “สัญญาจ้างทำของ” (Freelance) ตามมาตรา 10 กฎหมายกลับกำหนดให้ “ผู้ว่าจ้างเป็นผู้มีลิขสิทธิ์” ทันที ความแตกต่างทางข้อกฎหมายตรงนี้จึงเป็นจุดตายที่ Founder ต้องแม่นยำและระบุข้อตกลงให้ชัดเจนในสัญญาจ้างทุกฉบับค่ะ
นอกจากนี้ สำหรับ Startup ที่มีนวัตกรรมหรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “สิทธิบัตร (Patent)” ซึ่งมีความแตกต่างจากลิขสิทธิ์อย่างสิ้นเชิง เพราะลิขสิทธิ์ได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์ แต่สิทธิบัตร “ต้องจดทะเบียนถึงจะได้รับความคุ้มครอง” และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดคือ “ความใหม่” (Novelty)
ผู้ประกอบการจำนวนมากพลาดตกม้าตายตรงที่นำผลงานไปเปิดเผย นำเสนอ หรือ Pitching ต่อสาธารณะก่อนที่จะยื่นคำขอจดทะเบียน ซึ่งตามกฎหมายถือว่างานนั้นขาดความใหม่และไม่สามารถขอรับสิทธิบัตรได้อีกต่อไป ดังนั้น ลำดับขั้นตอนจึงสำคัญมาก ท่านต้องยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรให้เรียบร้อยก่อนที่จะเปิดเผยรายละเอียดต่อบุคคลภายนอก หรืออย่างน้อยที่สุดต้องมีการทำสัญญาห้ามเปิดเผยความลับ (NDA) ที่รัดกุมควบคู่กันไป
กล่าวโดยสรุปแล้ว การสร้าง Startup ให้มั่นคงไม่ได้วัดที่ความเร็วตอนออกตัว แต่วัดกันที่ใครรากฐานแน่นกว่าในระยะยาว การทำถูกต้องตามกฎหมายแรงงานและเข้าใจกลไกของทรัพย์สินทางปัญญาอย่างถ่องแท้ คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคตของบริษัท การได้รับการปรึกษาที่ดีจากบริษัทกฎหมาย เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับบริษัท Start up หากต้องการปรึกษาสอบถามเราได้เลยนะคะ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ
#PromLegalSolution #บทความให้ความรู้ #StartupThailand #SME #กฎหมายธุรกิจ #กฎหมายแรงงาน #ทรัพย์สินทางปัญญา #Trademark #Copyright #HR #BusinessGrowth #LegalKnowledge

