ในโลกธุรกิจปัจจุบัน เรามักจะได้ยินข่าวการเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการของบริษัทใหญ่อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือข้ามอุตสาหกรรมก็ตาม กลยุทธ์เหล่านี้เรียกว่า “การควบรวมกิจการ” หรือ M&A (Mergers and Acquisitions) ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่ธุรกิจใช้เพื่อสร้างการเติบโตและความได้เปรียบในการแข่งขัน
.
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันให้ชัดเจนขึ้นว่า M&A คืออะไร และมีความสำคัญต่อภาพรวมของธุรกิจอย่างไรกันบ้างค่ะ
.
M&A คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่บริษัทตั้งแต่สองแห่งขึ้นไปตกลงที่จะรวมกิจการเข้าด้วยกัน พูดง่ายๆคือ ตกลงปลงใจกันมารวมพลังกันโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจให้มากกว่าตอนที่แต่ละบริษัทดำเนินงานแยกกันค่ะ แนวคิดนี้มักถูกเปรียบเทียบกับสมการ “1+1 = 3” ซึ่งผลลัพธ์ส่วนที่เกินมานั้นคือ การผนึกกำลังที่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพที่สูงขึ้น, อำนาจตลาดที่มากขึ้น, หรือการเข้าถึงนวัตกรรมและทรัพยากรใหม่ๆ นั่นเองค่ะ
.
การทำ M&A นั้นมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบมีรายละเอียดและผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป โดยรูปแบบที่พบบ่อยมีดังนี้
– การควบรวมแบบดั้งเดิม (Amalgamation): คือการที่บริษัท A และ B รวมกิจการกันและสิ้นสภาพไปทั้งคู่ เพื่อก่อตั้งบริษัท C ขึ้นมาใหม่ หรือพูดเป็นสมการก็คือ A+B = C
– การควบรวมแบบใหม่ (Merger): คือการที่บริษัทหนึ่งเข้าไปรวมกับอีกบริษัทหนึ่ง โดยจะมีเพียงบริษัทเดียวที่ยังคงอยู่ ส่วนอีกบริษัทหนึ่งจะสิ้นสภาพและโอนย้ายสินทรัพย์และหนี้สินทั้งหมดเข้าไปรวม หรือพูดง่ายๆก็คือ A+B = A or B
– การได้มาซึ่งหุ้น (Share Acquisition): คือการที่บริษัทหนึ่ง (ผู้ซื้อ) เข้าไปซื้อหุ้นของอีกบริษัทหนึ่ง (เป้าหมาย) ในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการควบคุมหรือมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ
– การได้มาซึ่งสินทรัพย์ (Asset Acquisition): เป็นการเข้าซื้อเฉพาะสินทรัพย์ที่ต้องการของอีกบริษัทหนึ่ง เช่น เครื่องจักร, โรงงาน, สิทธิบัตร หรือฐานลูกค้า โดยไม่ได้รับโอนหนี้สินหรือความเป็นนิติบุคคลมาด้วย
– การโอนกิจการทั้งหมด (Entire Business Transfer: EBT): คือการที่บริษัทหนึ่งโอน “กิจการทั้งหมด” ซึ่งประกอบด้วยสินทรัพย์ หนี้สิน และพนักงาน ไปให้กับอีกบริษัทหนึ่ง และบริษัทผู้โอนจะสิ้นสภาพไป
– การโอนกิจการบางส่วน (Partial Business Transfer: PBT): มีลักษณะคล้าย EBT แต่เป็นการโอนไปเพียง “หน่วยธุรกิจบางส่วน” ที่สามารถดำเนินงานแยกได้ โดยที่บริษัทผู้โอนยังคงดำเนินธุรกิจในส่วนอื่นๆ ต่อไป
.
แล้วการตกลงรวมกันแบบนี้ มีความสำคัญอย่างไร?
การตัดสินใจทำ M&A ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญขององค์กร โดยมีเหตุผลหลักดังนี้
– เป็นทางลัดในการขยายธุรกิจหรือเข้าสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว แทนที่จะเริ่มต้นสร้างธุรกิจจากศูนย์
– หากเราควบรวมกิจการกับคู่แข่งโดยตรงก็จะช่วยลดการแข่งขันในตลาด และเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์และลูกค้าได้
– สามารถลดต้นทุนที่ซ้ำซ้อนในการดำเนินงาน เช่น การใช้ทรัพยากรด้านการผลิต, การตลาด หรือฝ่ายบริหารร่วมกัน
– ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี, บุคลากรที่มีความสามารถ หรือสิทธิบัตรของอีกฝ่ายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก
.
อย่างไรก็ตาม การทำ M&A ในแต่ละรูปแบบนั้นมีผลทางกฎหมายและภาระภาษีที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อเลือกรูปแบบที่เหมาะสมและได้รับประโยชน์สูงสุด แล้วพบกันใหม่ในโพสต์หน้าค่ะ สวัสดีค่า
.
#PromLegalSolution #บทความภาษี #การควบรวมกิจการ #บทความให้ความรู้

