หนึ่งในประเด็นภาษีที่สร้างความสับสนและเป็นภาระค่าใช้จ่ายให้ผู้ประกอบการอยู่บ่อยครั้ง คือเรื่องการจ่ายเงินค่าซอฟต์แวร์ให้กับบริษัทในต่างประเทศ และหน้าที่ในการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 54)
วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจประเด็นนี้กันค่ะ ว่าเหตุใดการจ่ายเงินดังกล่าวจึงมักถูกตีความว่าเป็น “ค่าสิทธิ์” และแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและอนุสัญญาภาษีซ้อนควรเป็นอย่างไร
.
โดยทั่วไปแล้ว เมื่อผู้ประกอบการจ่ายเงินไปต่างประเทศเพื่อซื้อหรือใช้ซอฟต์แวร์ เจ้าหน้าที่มักจะพิจารณาว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินได้ประเภท 40(3) “ค่าแห่งลิขสิทธิ์” (Royalty) ซึ่งเมื่อจ่ายไปยังบริษัทต่างประเทศ จะเข้าเกณฑ์ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร และเมื่อพิจารณาประกอบกับอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) เงินประเภทนี้จะถูกจัดอยู่ใน Article 12 (Royalties หรือ ค่าสิทธิ์) ซึ่งโดยทั่วไปจะให้อำนาจรัฐที่จ่ายเงิน (ประเทศไทย) ในการจัดเก็บภาษีได้ ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องรับภาระในการหักภาษีนำส่ง
.
แต่อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินที่เป็นเงินได้ 40(3) ตามประมวลรัษฎากรไทย ไม่จำเป็นต้องถูกตีความว่าเป็น “Royalty” ตาม Article 12 ของอนุสัญญาภาษีซ้อนเสมอไป เพราะหากเราพิจารณาตามแนวทางสากล (เช่น OECD Commentary on Article 12) จะมีการจำแนกประเภทของการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า หากการอนุญาตให้สิทธิ์นั้นจำกัดอยู่เพียงการให้สิทธิ์แก่ผู้ใช้งานปลายทาง (End-User) เพื่อติดตั้งและใช้งานโปรแกรม โดยไม่มีสิทธิ์ในการทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำไปจำหน่ายจ่ายแจกเพื่อประโยชน์ทางการค้า
.
การจ่ายเงินในลักษณะนี้ จึงจะไม่ถือเป็น “ค่าสิทธิ์” (Royalty) ตาม Article 12 แต่ควรพิจารณาเป็น “กำไรจากธุรกิจ” (Business Profits) ภายใต้ Article 7 ของอนุสัญญาภาษีซ้อนแทน โดยมีหลักการสำคัญ คือ รัฐแหล่งเงินได้ (ประเทศไทย) จะสามารถเก็บภาษีจากกำไรธุรกิจของบริษัทต่างประเทศได้ ก็ต่อเมื่อบริษัทนั้นมี “สถานประกอบการถาวร” (Permanent Establishment หรือ PE) ในประเทศไทย ตามที่นิยามไว้ใน Article 5 เท่านั้น
.
ซึ่งในความเป็นจริง บริษัทซอฟต์แวร์ในต่างประเทศส่วนใหญ่ที่ให้บริการในลักษณะนี้ มักไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทย ดังนั้น เมื่อเงินค่าซอฟต์แวร์นั้นถือเป็น “กำไรจากธุรกิจ” (Article 7) และผู้รับเงิน “ไม่มี PE” (Article 5) ในไทย ประเทศไทยจึงไม่มีสิทธิ์ในการจัดเก็บภาษีดังกล่าว
.
แนวทางการตีความนี้ได้รับการยืนยันจากกรมสรรพากรเอง ดังปรากฏใน ข้อหารือเลขที่ กค 0702/5283 ลงวันที่ 19 มีนาคม พ.ศ.2568 (ดูข้อหารือฉบับเต็มได้ที่: https://www.rd.go.th/67737.html) โดยได้วินิจฉัยว่า กรณีการจ่ายค่าซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Off-the-shelf Software) ให้แก่บริษัทในสหรัฐอเมริกา โดยซอฟต์แวร์นั้นมีไว้เพื่อการใช้งานภายใน ไม่สามารถดัดแปลงหรือทำซ้ำเพื่อจำหน่ายได้ เงินได้ดังกล่าวถือเป็น “กำไรจากธุรกิจ” ตามข้อบทที่ 7 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา ซึ่งหาก บริษัทไม่ได้มีสถานประกอบการถาวรในประเทศไทยตามความในข้อบทที่ 5 แห่งอนุสัญญาภาษีซ้อนไทย-สหรัฐอเมริกา บริษัทย่อมไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ในประเทศไทยตามความในมาตรา 66 มาตรา 70 และมาตรา 76 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และบริษัทผู้จ่ายเงินจึงไม่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย (ภ.ง.ด. 54)
.
ดังนั้น การจ่ายค่าซอฟต์แวร์ในฐานะผู้ใช้งานปลายทาง (End-User) โดยทั่วไปควรถือเป็น “กำไรจากธุรกิจ” (Article 7) ไม่ใช่ “ค่าสิทธิ์” (Article 12) หากบริษัทผู้ให้บริการในต่างประเทศไม่มีสถานประกอบการถาวร (PE) ในไทย ผู้ประกอบการไทยก็ไม่มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ภ.ง.ด. 54
.
การทำความเข้าใจหลักการและมีข้อหารืออ้างอิงที่ชัดเจน จะช่วยให้ธุรกิจของคุณบริหารจัดการภาษีได้อย่างถูกต้องและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นได้ค่ะ
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ
.

