ภาษีค่าซอฟต์แวร์ต่างประเทศ ภาคสอง : เมื่อหลักสากลขัดแย้งกับการปฏิบัติหน้างาน ผู้ประกอบการควรทำอย่างไร?

ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว ที่เราได้พูดคุยกันถึงประเด็นการจ่ายค่าซอฟต์แวร์ไปต่างประเทศ ซึ่งตามหลักสากล (OECD/UN Commentary) หากเป็นการใช้งานในลักษณะ End-User ควรพิจารณาเป็น “กำไรจากธุรกิจ” (Article 7) มากกว่า “ค่าสิทธิ์” (Article 12) ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในประเทศไทย
.
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการมักพบว่าเจ้าหน้าที่สรรพากรอาจมีความเห็นแย้งและประเมินให้เสียภาษี วันนี้เราจะมาลงลึกถึง “หลักกฎหมายและการตีความ” ที่ผู้ประกอบการควรรู้ เพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันและยืนยันความถูกต้องตามหลักการค่ะ
.
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ อนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ถือเป็นสนธิสัญญาระหว่างรัฐ ซึ่งการตีความจะต้องเป็นไปตาม อนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties – VCLT)
.
โดยเฉพาะ ข้อ 31 (Article 31) ที่วางหลักการสำคัญไว้ว่า สนธิสัญญาต้องได้รับการตีความโดยสุจริต ตามความหมายปกติของถ้อยคำ ในบริบทและวัตถุประสงค์ของสนธิสัญญานั้นๆ และการตีความต้องพิจารณาเอกสารประกอบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อตกลงที่ทำขึ้นภายหลัง และแนวปฏิบัติระหว่างรัฐคู่สัญญา ด้วย ดังนั้น การตีความกฎหมายจึงไม่สามารถยึดถือเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องพิจารณาบริบทและหลักการสากลประกอบเสมอ
.
นอกเหนือจาก OECD/UN Commentary ที่เป็นแนวทางสากลแล้ว หลักฐานที่มีน้ำหนักเช่นกันในการพิจารณาคือ คำอธิบายทางเทคนิค (Technical Explanation) ของรัฐคู่สัญญา
.
ยกตัวอย่างเช่น อนุสัญญาภาษีซ้อนระหว่างไทย-สหรัฐอเมริกา ทางกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) ได้ระบุไว้ใน Technical Explanation อย่างชัดเจนในส่วนของ Article 12 ว่า การรับเงินจากการโอนซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์แบบสำเร็จรูป ให้ถือเป็นกำไรจากธุรกิจ (Business Profits) ซึ่งซอฟต์แวร์ในที่นี้ หมายรวมถึงซอฟต์แวร์สำเร็จรูปที่ให้สิทธิ์การใช้งานแก่ผู้ซื้อโดยไม่มีการเจรจาต่อรองสัญญา (เช่น การกดยอมรับ Terms & Conditions เพื่อดาวน์โหลดมาใช้งาน) ซึ่งข้อความนี้ยืนยันชัดเจนว่า รายได้ลักษณะนี้ไม่ใช่ค่าสิทธิ์ (Royalty)
.
การมีอยู่ของเอกสารเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า การตีความตามหลักสากลมีน้ำหนักและความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นในวารสารทางกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงแนวทางของศาลภาษีในต่างประเทศ
.
ซึ่งหากท่านมั่นใจว่าธุรกรรมของท่านเข้าข่าย “กำไรจากธุรกิจ” และมีหลักฐานอ้างอิงที่ชัดเจน แต่ยังไม่สามารถหาข้อยุติกับเจ้าหน้าที่สรรพากรได้ ผู้ประกอบการสามารถอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและสู้คดีจนถึงศาลภาษีอากรกลางได้รวมถึงยังมีช่องทางตามกฎหมายที่เรียกว่า “กระบวนการความตกลงร่วมกัน (Mutual Agreement Procedure – MAP)” ภายใต้ข้อ 25 (Article 25) ของอนุสัญญาภาษีซ้อนอีกด้วย กล่าว คือ การยื่นคำร้องขอต่ออธิบดีกรมสรรพากรไทยเป็นลำดับแรก เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเป็นผู้ประสานงานหารือกับผู้มีอำนาจของอีกประเทศหนึ่ง เพื่อขจัดความขัดแย้งในการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาฯ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยในฐานะสมาชิก Inclusive Framework on BEPS ได้มีแนวปฏิบัติรองรับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ทำให้การเจรจาในระดับระหว่างประเทศมีแนวโน้มสูงที่จะยึดตามมาตรฐานสากล (OECD Model) มากกว่าดุลพินิจส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการต้องระวังข้อจำกัดสำคัญ คือ ต้องยื่นเรื่องก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด มิเช่นนั้นจะเสียสิทธิ์ในช่องทางนี้ทันทีค่ะ
.
กล่าวโดยสรุป การวางแผนภาษีที่ดีต้องตั้งอยู่บนความเข้าใจใน “ตัวบทกฎหมาย” และ “หลักการ” ที่ถูกต้อง แม้ในทางปฏิบัติอาจมีความท้าทาย แต่หากท่านมีข้อมูลที่ครบถ้วนทั้งหลักการตีความตามอนุสัญญาเวียนนาและเอกสารประกอบระดับสากล ท่านจะมีทางเลือกในการจัดการปัญหามากกว่าการยอมรับการประเมินเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นการอุทธรณ์คัดค้าน หรือการใช้กระบวนการความตกลงร่วมกัน สิ่งเหล่านี้คือสิทธิโดยชอบธรรมของผู้เสียภาษี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความถูกต้องตามมาตรฐานสากลค่ะ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้าค่ะ
.

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top