นาทีนี้คงไม่มีใครไม่เห็นปรากฏการณ์ไลฟ์สดของคุณเจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ซึ่งสร้างยอดขายรวมกว่า 750 ล้านบาท เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งในแวดวงธุรกิจออนไลน์ ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จด้านยอดขาย คือประเด็นทางภาษีที่ซับซ้อน เพราะยิ่งขายได้มาก ก็ยิ่งจะต้องคำนึงถึงประเด็นทางภาษีมากขึ้น แล้วการขายสินค้ายอดขายเยอะ ๆ ในนามส่วนตัวและในนามบริษัทมีความรับผิดชอบทางภาษีแตกต่างกันอย่างไรบ้าง บทความนี้จะพามาวิเคราะห์เปรียบเทียบภาระภาษีหลักทั้ง 2 รูปแบบ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการวางแผนภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพกันค่ะ
.
โดยภาษีหลักๆที่จะต้องชำระนั้น แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนภาษีเงินได้ และส่วนภาษีมูลค่าเพิ่มค่ะ โดยจะอธิบายแยกเป็นส่วนๆ ดังนี้
.
ส่วนที่ 1: ภาษีเงินได้ (Income Tax)
ส่วนนี้เป็นส่วนที่แตกต่างกันมากๆค่ะ ระหว่างขายในนามส่วนตัว หรือเรียกว่าบุคคลธรรมดา และในนามบริษัท
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ฐานภาษี จะถูกคำนวณจาก “เงินได้สุทธิ” (รายได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าลดหย่อน) และเนื่องจากธุรกิจขายของออนไลน์ เป็นเงินได้ประเภท 40(
จึงสามารถเลือกได้เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ หักเหมา 60% ที่จะง่าย ไม่ต้องเก็บเอกสาร แต่มีเพดานจำกัด หรือจะหักตามจริง ที่จะยุ่งยากกว่าเล็กน้อย เพราะต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายทุกบาท (เช่น ต้นทุนสินค้า, ค่าแพลตฟอร์ม) โดยอัตราภาษีที่จะต้องจ่าย จะเป็นแบบ “ขั้นบันได” ก้าวหน้า ตั้งแต่ 5% – 35% ขึ้นอยู่กับความมากน้อยของตัวเงินได้สุทธิที่เราคำนวณออกมาได้นั่นเอง ซึ่งในกรณีคุณเจนนี่ ด้วยยอดขายกว่า 750 ล้านบาท แม้จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 60% เงินได้ที่เหลือก็ยังสูงมาก จนทำให้ต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุดที่ 35% อย่างแน่นอนค่ะ
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (หากทำในนามบริษัท)
ฐานภาษี จะถูกคำนวณจาก “กำไรสุทธิ” (รายได้ – ค่าใช้จ่าย) โดยการหักค่าใช้จ่าย จะต้องหักตามจริงเท่านั้น ไม่สามารถหักเหมาได้เหมือนตอนทำในนามส่วนตัว กฎหมายไม่ได้กำหนดช่องทางให้ อัตราภาษีจะเป็นแบบ “อัตราคงที่” โดยทั่วไปอยู่ที่ 20% (ยกเว้น SME ที่มีอัตราพิเศษ) ซึ่งธุรกิจไลฟ์คอมเมิร์ซขนาดใหญ่แบบคุณเจนนี่ มีต้นทุนที่สูงมาก เช่น ต้นทุนสินค้าที่นำมาจำหน่าย (ซึ่งอาจสูงถึง 70-80% ของยอดขาย) ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม (เช่น TikTok) ค่าการตลาด, ค่ายิงแอด, ค่าจ้างทีมงาน, เงินเดือนกรรมการต่างๆ ทำให้การจัดตั้งบริษัทและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจเป็นทางที่ดีสำหรับเคสนี้อย่างมาก เพราะแม้จะยุ่งยากเรื่องเอกสาร แต่การที่สามารถนำค่าใช้จ่ายตามจริง ทั้งหมดมาหักลบออกจากรายได้ และเสียภาษีในอัตราคงที่ 20% ของ “กำไร” ที่เหลือ ทำให้มีประโยชน์ต่อผู้ที่มียอดเงินสูงมากๆ เพราะอัตราจะคงที่และไม่สูงไปจนถึง 35% เหมือนในนามส่วนตัว ประหยัดภาษีไปได้เยอะ
.
ส่วนที่ 2: ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
ส่วนนี้ไม่ใช่ทางเลือก และไม่เกี่ยวข้องว่าคุณจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลค่ะ เพราะกฎหมายกำหนดชัดเจนว่า ผู้ประกอบการใดๆ (ไม่ว่าบุคคลหรือบริษัท) ที่มีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี มีหน้าที่ต้องจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งสิ้น
โดยเมื่อจด VAT แล้ว สิ่งที่ต้องบริหารจัดการคือ “ภาษีซื้อ” และ “ภาษีขาย” ซึ่งมีหลักการเดียวกัน
• ภาษีขาย (Output VAT): คือ ภาษี 7% ที่เรา เรียกเก็บจากลูกค้า เมื่อขายสินค้า ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าขายของมูลค่า 100,000 บาท ต้องเรียกเก็บเงินลูกค้ารวม 107,000 บาท (7,000 บาท คือภาษีขายที่ต้องนำส่งรัฐ)
• ภาษีซื้อ (Input VAT): คือ ภาษี 7% ที่เรา จ่ายออกไป เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการมาใช้ในธุรกิจ เช่น ค่าสินค้า, ค่าโฆษณาที่มีใบกำกับภาษี ยกตัวอย่างเช่นซื้อวัตถุดิบมูลค่า 50,000 บาท จ่ายจริง 53,500 บาท (3,500 บาท คือภาษีซื้อ)
.
แล้วผู้ประกอบการจะคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างไรเพื่อนำส่งสรรพากร? ในแต่ละเดือน ผู้ประกอบการ (ทั้งบุคคลและบริษัท) จะคำนวณภาษีที่ต้องชำระตามสูตร (ภาษีที่ต้องนำส่ง = ภาษีขาย – ภาษีซื้อ) โดยจากตัวอย่างด้านบน เราพามาคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มกัน ก็คือ 7,000 (ภาษีขาย) – 3,500 (ภาษีซื้อ) = 3,500 บาท นี่คือยอดที่ต้องนำส่งกรมสรรพากร โดยยื่นแบบ ภ.พ.30 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
.
กรณีศึกษาของคุณเจนนี่ จึงได้สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง (โดยเฉพาะเมื่อยอดขายสูงและมีต้นทุนตามจริงที่สูง) การดำเนินงานในรูปแบบ “บริษัทจำกัด” มักเป็นโครงสร้างที่เหมาะสมกว่าในเชิง “ภาษีเงินได้” แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสองรูปแบบก็มีความรับผิดชอบร่วมกันในเรื่อง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” ที่ต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อวางแผนให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นคง ประหยัดเงินภาษีได้ และดำเนินธุรกิจโดยสอดคล้องกับกฎหมายค่ะ แล้วพบกันใหม่สำหรับบทความหน้าค่ะ
.
#PromLegalSolution #บทความภาษี #ภาษีซอฟต์แวร์ต่างประเทศ #บทความให้ความรู้ #ภาษีนิติบุคคล #ภาษีบุคคลธรรมดา

