กรณีศึกษาภาษี 1.76 หมื่นล้าน: จาก Ramsay v IRC สู่ Thaksin v TRD บทเรียนที่นักวางแผนภาษีต้องรู้​

หากกล่าวถึงคดีที่เป็นหมุดหมายสำคัญของวงการภาษีอากรไทย คงหนีไม่พ้นคดีการขายหุ้นชินคอร์ป ซึ่งนำไปสู่การประเมินภาษีกว่า 17,600 ล้านบาท คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการเมือง แต่ในทางนิติศาสตร์ นี่คือกรณีศึกษาชั้นครูเรื่อง “ผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง” (Beneficial Owner) และการตีความกฎหมายที่เน้น “เนื้อหาทางเศรษฐกิจเหนือรูปแบบสัญญา” (Substance over Form)

ในวันนี้ จึงอยากชวนทุกท่านมาวิเคราะห์คดีนี้ในเชิงลึก โดยเปรียบเทียบกับหลักกฎหมายสากลอย่างคดี Ramsay v IRC [1982] ของอังกฤษ เพื่อถอดบทเรียนสำคัญสำหรับเจ้าของธุรกิจและนักวางแผนภาษีค่ะ

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากการวางแผนโครงสร้างการถือครองและการโอนหุ้นชินคอร์ป ซึ่งสามารถสรุปไทม์ไลน์สำคัญได้ดังนี้ค่ะ

  1. เริ่มต้นจากการที่คุณทักษิณจัดตั้งบริษัท Ample Rich Investment Ltd. ใน British Virgin Islands (BVI) ซึ่งเป็นดินแดน Tax Haven (ไม่เก็บภาษีเงินได้ แต่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมรายปี)
  2. คุณทักษิณขายหุ้นชินคอร์ป 33 ล้านหุ้น ไปยัง Ample Rich ส่งผลให้สถานะผู้ถือหุ้นเปลี่ยนจากคุณทักษิณมาเป็นบริษัท Ample Rich โดยการโอนดังกล่าวกระทำในในราคาพาร์ (10 บาท) ซึ่งไม่มีกำไรส่วนเกินทุน (Capital Gain) จึงไม่มีภาระภาษี
  3. มีการแตกพาร์จาก 10 บาท เหลือ 1 บาท ส่งผลให้จำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นเป็น 330 ล้านหุ้น
  4. Ample Rich ขายหุ้นชินคอร์ปกลับมาให้บุตรทั้ง 2 ท่าน ในราคาพาร์ 1 บาท ในขณะที่ราคาตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท
  5. บุตรทั้ง 2 ท่าน ขายหุ้นต่อให้กับกลุ่มเทมาเส็ก (ผ่านบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์) ในราคาตลาด 49.25 บาท ผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งได้รับสิทธิยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2(23)
แล้วทำไมถึงต้องเสียภาษี?

จุดที่กรมสรรพากรและศาลนำมาพิจารณาคือ ธุรกรรมในข้อที่ 4 ที่ Ample Rich ขายหุ้นให้บุตรในราคา 1 บาท ทั้งที่ราคาตลาดคือ 49.25 บาท โดยสรรพากร จะมองว่าส่วนต่างราคา (48.25 บาทต่อหุ้น) ถือเป็น “ประโยชน์ที่ได้รับซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน” ตามมาตรา 39 และเนื่องจากบุตรทั้งสองมีสถานะเป็นกรรมการ Ample Rich สรรพากรจึงตีความว่าเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(2) เนื่องจากการหน้าที่งาน ซึ่งในชั้นพิจารณา ได้ข้อยุติว่าบุตรทั้งสองถือหุ้นแทน (Nominee) ผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง (Beneficial Owner) คือคุณทักษิณ

ดังนั้น ภาระภาษีจึงตกอยู่ที่คุณทักษิณ แต่แม้กรมสรรพากรจะออกหมายเรียกตรวจสอบ (ม.19-22) ไปยังบุตร (ตัวแทน) แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามหลักกฎหมายตัวการ-ตัวแทน การดำเนินการกับตัวแทนย่อมผูกพันไปถึงตัวการด้วย ทำให้การประเมินภาษีต่อคุณทักษิณชอบด้วยกฎหมาย

คำตัดสินของศาลฎีกาในคดีนี้ สะท้อนแนวคิดทางกฎหมายที่สำคัญระดับโลก คือการปฏิเสธรูปแบบธุรกรรมที่ไม่มี “สาระสำคัญทางเศรษฐกิจ” (Economic Substance) แต่ทำไปเพื่อผลประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น ซึ่งสอดคล้องกับคดีดังของอังกฤษ Ramsay v IRC [1982]

ในคดีนี้บริษัทมีการทำธุรกรรมทางการเงินที่ซับซ้อน สร้างหนี้สินและผลขาดทุนเทียมเพื่อนำมาหักกลบกำไร โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย (Finance Act 1965) แม้ทุกขั้นตอนจะถูกต้องตามรูปแบบเอกสาร แต่ House of Lords (ซึ่งทำหน้าที่เป็นศาลฎีกาในประเทศอังกฤษในขณะนั้น) ตัดสินว่า หากธุรกรรมทั้งกระบวนการไม่มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอื่นใด นอกจากเพื่อเลี่ยงภาษี ศาลมีอำนาจมองข้ามขั้นตอนเหล่านั้นและดูที่ผลลัพธ์สุดท้าย

ในคดีชินคอร์ป ศาลฎีกาไทยก็ได้วินิจฉัยในทิศทางเดียวกันว่า การขายหุ้นราคา 1 บาทจาก Ample Rich มายังบุตร ไม่มีสาระสำคัญทางเศรษฐกิจอื่นใดนอกจากแรงจูงใจทางภาษี จึงพิพากษาให้กรมสรรพากรชนะคดี และนำมาสู่ภาระภาษี เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มรวมกว่า 17,629 ล้านบาท แนววินิจฉัยนี้เปรียบเสมือนการนำหลัก GAAR มาใช้ในทางปฏิบัติ แม้ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมาย GAAR ที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนเหมือนในอังกฤษ (Finance Act 2013) หรือสหภาพยุโรป (ATAD)

หลักการของ GAAR คือการเป็น “ปราการด่านสุดท้าย” เพื่อป้องกันการวางแผนภาษีที่ใช้สิทธิทางกฎหมายในทางที่ผิด (Abuse of Law)

อย่างไรก็ตาม การใช้หลักการนี้โดยศาล (Judicial Approach) ในระบบกฎหมาย Civil Law แบบไทย ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในเชิงหลักการทางรัฐธรรมนูญ เรื่องการแบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers) ว่าศาลกำลังทำหน้าที่อุดช่องว่างกฎหมายแทนฝ่ายนิติบัญญัติหรือไม่? ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการรักษาผลประโยชน์ของรัฐและการคุ้มครองสิทธิของประชาชน

ในมุมมองของนักวางแผนภาษี โครงสร้างธุรกรรมในคดีนี้มีความน่าสนใจและชวนให้ตั้งคำถามค่ะ หากเป้าหมายคือการขายหุ้นให้ต่างชาติ และต้องการบริหารจัดการภาษี หากให้ Ample Rich (BVI) ขายหุ้นตรงให้กับเทมาเส็ก (Offshore Transaction) กำไรที่เกิดขึ้นใน BVI จะไม่เสียภาษี และไม่มีจุดเกาะเกี่ยวทางภาษี (Tax Nexus) ในไทย ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ “สะอาด” กว่ามาก

แต่หากจำเป็นต้องดึงเงินกลับมาที่บุตร ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือการใช้ Holding Company ในสิงคโปร์หรือฮ่องกง มาคั่นกลาง โดยอาศัยอนุสัญญาภาษีซ้อน (DTA) ข้อ 13 เพื่อยกเว้น Capital Gain ในฝั่งไทย และใช้กฎหมายภายในของ SG/HK ที่ไม่เก็บ Capital Gain เพื่อบริหารภาระภาษี

กล่าวโดยสรุป คดีนี้สอนให้เรารู้ว่า การวางแผนภาษีในยุคปัจจุบันจะดูเพียง “รูปแบบสัญญา” ไม่ได้อีกต่อไป แต่ต้องคำนึงถึง “เนื้อหาทางเศรษฐกิจ” และความสมเหตุสมผลทางธุรกิจด้วย และการใช้ Nominee หรือการกำหนดราคาธุรกรรมที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ อาจกลายเป็นความเสี่ยงมหาศาลเมื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล แล้วพบกันใหม่บทความหน้าค่ะ

#PromLegalSolution #บทความภาษี #ชินคอร์ป #เทมาเส็ก #ภาษีน่ารู้ #บทความให้ความรู้

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Scroll to Top